ต้นขาใหญ่ทำไงดี ?? อดอาหารจนตัวลีบแล้ว !

ขาใหญ่คือปัญหาระดับชาติของหญิงไทย บางคนตัวผอมแห้งไหปลาร้าขึ้น แต่ขาใหญ่มาก . ด้วยความเข้าใจผิดว่า ขาใหญ่เพราะไขมันสะสม เลยพยายามเค้นออกทุกวิธีแต่ก็แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่กลายเป็นว่าขานิ่มเหลว และเซลลูไลท์ที่เพิ่มขึ้น . ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราไปขจัดไขมัน ซึ่งเป็นปัญหา “ที่ปลายเหตุ” แต่ไม่เคยปรับอาหารที่เป็นต้นเหตุ พอยิ่งไปดูดไขมันแต่ยังทานผิดๆ เลยกลายเป็นคนอ้วนลงล่างถาวร . เพราะการอดอาหารบ่อยๆ ทั้งการอดเองหรือกินยา คือสาเหตุกว่า 90% ของอาการขาใหญ่ . จริงๆ แล้วไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม ก็สามารถมีอาการอ้วนลงล่างได้เหมือนกัน . ซึ่งถ้าคุณได้ปรับวิธีทานอาหารอย่างถูกต้อง ขาที่เคยใหญ่จะเริ่มเรียวเล็ก รวมถึงเซลลูไลท์ที่จะค่อยๆ หายไปแบบไม่ต้องใช้ครีมช่วยเลยครับ . ถ้าขาใหญ่ไม่ได้เกิดจากไขมันแล้วเกิดจากอะไร ? . ปัญหาอ้วนช่วงล่างเป็นปัญหาเรื้อรัง จากการลดความอ้วนด้วยการกินแต่ผักผลไม้ ลองสังเกตุว่าสูตรลดน้ำหนัก 3 วัน 7 วันตามเน็ท จะมีเนื้อสัตว์น้อยมากๆ . ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าถึงผักและผลไม้จะมีประโยชน์แค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนโปรตีนได้เพราะทำหน้าที่แตกต่างกัน . พอไม่กินเนื้อสัตว์เลยกลายเป็นว่าร่างกาย “ถูกบังคับ” ให้ไปหาโปรตีนจากส่วนอื่น ด้วยการย่อยสลายกล้ามเนื้อ ลองสังเกตุก็ได้ว่าพออดอาหารไปนานๆ ส่วนที่เคยเป็นกล้ามจะแข็งน้อยลงจนนิ่มเหลว คือน้ำหนักลดจริงแต่กล้ามเนื้อหายไป และจะกลายเป็นอ้วนลงล่างแทน . แล้วกล้ามเนื้อมาเกี่ยวอะไรกับขาใหญ่ ? . เพราะร่างกายมีระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองทั่วร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งสกปรก โดยการไหลจากบนลงล่างจะอาศัยแรงโน้มถ่วง และจากล่างขึ้นบนด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิด “แรงดึง” น้ำเหลืองสวนกลับขึ้นด้านบน . ทีนี้พอกล้ามเนื้อหายไป กล้ามเนื้อที่เคยตึงเลยเป็นเหมือนยางยืดๆ ที่ไม่มีแรงดึง น้ำเหลืองที่ควรจะไหลกลับขึ้นมา ก็เลยไปค้างอยู่ตามสะโพกและต้นขา กลายเป็นคนช่วงล่างใหญ่แทน . วิธีแก้ . 1) ทานอาหารเน้นโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ แต่ต้องทำใจด้วยต้องอาศัยระยะเวลา เหมือนคนที่จะเพาะกาย อยู่ดีๆ เปลี่ยนมายกเวจสัปดาห์เดียวจะให้ล่ำเลยก็คงไม่ได้ . 2) ทานผักคู่กันทุกครั้ง . 3) ทานสองกลุ่มด้านบนให้อิ่มถ้าเป็นไปได้ หรือถ้าไม่ไหวก็ให้เพิ่ม Good card จำพวกข้าวกล้องหรือไรซ์เบอร์รี่ ส่วนผลไม้ถ้าไม่ลำบากมากก็งดไปเลยครับ . เอาแค่สามข้อเท่านี้ก่อน แต่เชื่อไม๊ครับว่าแค่นี้ทั้งเซลลูไลท์ และขาใหญ่จะค่อยๆ หายไป กลายเป็นคนมีรูปร่างสมดุลย์เพราะปรับอาหารได้ถูกต้องนั่นเอง . ยกตัวอย่างคอร์สอาหารสลิมเดลิเวอรี่ จะเน้นเนื้อสัตว์กับผักเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และดึงไขมัน ซึ่งจะได้ผลทั้งน้ำหนักที่ลดลง, เมตาบอลิซึมที่เพิ่มขึ้นและอาการที่ดีขึ้นครับ . ท่านที่สนใจสามารถดูรายละเอียดคอร์สอาหาร

เป็นโรคเบาหวาน…ต้องวางแผนทานอาหารอย่างไร ?

ตอนที่รูัตัวว่าเป็นเบาหวาน ฉันรู้สึกเหมือนถูกตัดสินประหารชีวิต ตอนอายุยังไม่ถึงห้าสิบ . พ่อของฉันก็เป็นโรคเบาหวาน และเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ตอนใกล้ครบรอบวันเกิดอายุ 55 . คุณยายของฉันก็เสียชีวิตด้วยเบาหวาน ตอนอายุเพียง 47 . ถึงแม้คุณหมอจะแนะนำว่า โรคเบาหวานสามารถ "จัดการ" ได้ ด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ฉันก็รู้ดีว่า การจะเปลี่ยนสิ่งที่เคยชินมาทั้งชีวิตไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะฉันเชื่อมาตลอดว่า การจะปรับเปลี่ยนอะไร จนสามารถสร้างความแตกต่างได้ "อุปนิสัยใหม่" นั้นจะต้องอยู่กับคุณได้ไปตลอดชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนักด้วยการกินน้อยๆ หรือกินยาลดน้ำหนัก ถามว่าน้ำหนักจะลดลงไม๊ ? คำตอบคือใช่ แต่มันไม่ถาวรไง เพราะเมื่อคุณอดไปมากๆ ระบบเมตาบอลิซึมจะเริ่มทำงานช้าลง จนน้ำหนักไม่ลดลงต่อเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งต้องยอมรับด้วยว่า คงไม่มีใครสามารถกินแต่ สลัดผัก โยเกิร์ทหรือไข่ต้ม ไปได้ตลอดชีวิต ฉันจำได้ว่าช่วงนั้นจิตตกมาก ไม่กล้าออกไปเจอเพื่อนด้วย เพราะกลัวคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วมาช่วงหลังน้ำหนักเริ่มไม่ลงต่อแล้ว ฉันจึงกลับมาใช้ชีวิตกินเที่ยว "ตามปกติ" แต่กลายเป็นว่า น้ำหนักทั้งหมดโยโย่กลับขึ้นมา เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การอดอาหารก่อนหน้านี้ จะส่งสัญญาณให้ร่างกายเปลี่ยนเป็นโหมด "กักตุนพลังงาน" คราวนี้พอกินอะไรเข้าไปหน่อย เลยถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันเก็บเข้าไปจนหมด มาช่วงหลังแทนที่จะอดอาหาร ฉันเลยหันมาโฟกัสกับกลุ่มอาหาร ที่มีค่าดัชนีไกลซีมิกต่ำ ซึ่งคุณหมอบอกว่า เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ยกตัวอย่างเช่น พยายามงดคาร์โบไฮเดรตอันได้แก่ ข้าว, เส้นและขนมปัง หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ให้เน้นเป็นข้าวกล้อง หรือขมปังโฮลวีท นอกจากนี้ ในแต่ละมื้อยังเสริมด้วยเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและไขมันดี อาทิ การเปลี่ยนไปใช้น้ำมันมะกอก และเลี่ยงอาหารทอดที่อมน้ำมัน ซึ่งโดยส่วนตัวพบว่า วิธีโฟกัสอาหารที่มีดัชนีไกลซีมิกต่ำนี้ ใช้ได้ผลมากกว่าการนับแคลอรี่ เพราะเพิ่งมาทราบตอนหลังด้วยว่า อาหารบางกลุ่มต่อให้มีแคลอรี่เท่ากัน แต่กลับมีระดับน้ำตาลแบบ "ตรงข้ามกัน" เลยก็มี สำหรับน้ำหนักที่ต้องการจะลดนั้น ในช่วงแรกแนะนำว่า ให้โฟกัสไปที่ "การเปลี่ยนแปลง" โดยยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักไปก่อน เพราะอย่างตัวเองที่เอาแต่ดูตัวเลขบนตาชั่ง เลยกลายเป็นว่า วันไหนที่น้ำหนักนิ่งหรือเด้งขึ้น เลยรู้สึกจิตตกไปด้วย เพราะในความเป็นจริง ต่อให้เปลี่ยนแปลงอาหาร "อย่างสมบุรณ์แบบ" แต่น้ำหนักก็จะไม่ลดลงแบบรวดเดียว จะมีนิ่งหรือมีขึ้นบ้างเป็นบางช่วง คำแนะนำที่ฉันชอบมากกว่าก็คือ ตั้งเป้าหมายโดยเน้นไปที่ความเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นว่า ในหนึ่งสัปดาห์นี้ฉันจะเปลี่ยนมาทานเฉพาะเนื้อสัตว์กับผักในมื้อเย็น โดยไม่สนใจว่า น้ำหนักจะลดลงได้เท่าไหร่ แล้วพอครบสัปดาห์ค่อยมาตั้งเป้าหมายเพิ่ม ด้วยการขยายออกเป็นมื้อเช้า และมื้อกลางวันด้วย แล้วเวลาทำได้ครบในแต่ละสัปดาห์ คุณก็ให้รางวัลตัวเอง ด้วยการไปดูหนังหนึ่งรอบ เป็นการ "เน้นย้ำ" กับจิตใต้สำนักด้วยว่า ฉันทำได้สำเร็จแล้วนะ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณเปลี่ยนนิสัยการกิน ได้แบบถาวร "ไปตลอดชีวิต" ใครที่ไม่สะดวกเตรียมอาหารที่มีค่าดัชนีไกลซีมิกต่ำ การเข้าคอร์สอาหาร จะช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นได้เลยเช่นเดียวกันครับ http://goo.gl/TRsRDP (หมายเหตุ การเข้าคอร์สจะเปลี่ยนนิสัยตามใจปากได้แบบทันที ใครที่ตัดสินใจแล้วว่า คราวนี้จะตั้งใจจริง คอร์สอาหารจะสามารถช่วยคุณได้อย่างแน่นอนครับ) ************************************************* มาร์ธา ซิมเมอร์ตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน จนปัจจุบันอายุ

ไม่กินแต่ทำไมไม่ผอม…ทำไมฉันถึงลดน้ำหนักไม่ได้ซักที ?

ทำไมน้ำหนักถึงยังคงนิ่ง ทั้งที่นับแคลอรี่อย่างเคร่งครัด ? ทำไมหน้าท้องถึงยังมีไขมัน ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้ทานอะไร ? เชื่อไม๊ครับว่าปัญหาทั้งหมดข้างต้น มีจุดเริ่มต้น มาจากความเข้าใจผิดที่ว่า