เธอเสียเงินลดน้ำหนักไปสามแสนแต่ไม่ได้ผล จนกระทั่ง…

สมัยสาวๆ เคยอดอาหารแล้วน้ำหนักลงดีมาก
เลยจำมาว่า ถ้าจะลดน้ำหนักต้องอดอาหารเท่านั้น

หลายปีผ่านไป ด้วยอายุที่มากขึ้น
น้ำหนักเริ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
จนถึงวันที่เธอตั้งใจว่า จะต้องคุมน้ำหนัก
และกลับไปอดอาหารอีกครั้ง

คราวนี้เธอก็ทำเหมือนกับคราวที่แล้ว คือไม่กินข้าวเย็น
แต่น้ำหนักแทบไม่ขยับลงเลย
คือจะให้กินน้อยกว่านี้ เธอก็รู้สึกว่าไม่ไหวแน่
เพราะงานที่ทำอยู่ต้องเดินทางไปนู่นมานี่ ไม่ได้นั่งอยู่กับโต๊ะ

มีเพื่อนแนะนำให้กินยาลดน้ำหนัก
บอกว่ากินแล้วจะไม่หิวข้าว เลยลองซื้อมากินบ้าง
กินไปวันแรกรู้สึกมือเย็น หัวใจเต้นแรง หวิวๆ ข้างในบอกไม่ถูก
เลยไม่กล้ากินต่อ กลัวจะไม่ได้กลับไปเจอหน้าแม่

เคยลองคุมอาหารด้วยตัวเอง หันมาเน้นกินสลัดผักกับผลไม้
ช่วงแรกน้ำหนักก็ลดลง
แต่พอไปนานๆ เริ่มไม่ไหว
คือรู้สึกเพลียด้วย แล้วบางวันก็อยากออกไปกับเพื่อนบ้าง
แต่ก็ไม่กล้าไปเพราะกลัวตบะแตก
ทำเองได้สักพักแล้วน้ำหนักไปนิ่งที่หนึ่งกิโล
รู้สึกว่าวิธีนี้ยังไม่ใช่ ก็เลยเลิกทำ

ไปสมัครฟิตเนสในห้างแถวบ้าน
เทียวไปเทียวมาอยู่เป็นเดือน
น้ำหนักก็ไม่ลด (เธอบอกเพราะเหนื่อยด้วยเลยกินมากขึ้น)
แต่ที่รู้สึกคือตัวแน่นขึ้น หนาขึ้น
แล้วกับต้องเดินทางไปต่างจัดหวัดทุกอาทิตย์
เลยคิดว่าวิธีนี้คงไม่เวิร์ค

เคยไปซื้อคอร์สลดน้ำหนักกับสถาบันตามห้าง
กัดฟันรูดบัตรไปสามแสน
(ตอนเธอเล่าให้ฟัง ผมทำท่าตกใจ
ซึ่งเธอบอกนี่ยังน้อย
เพราะพี่ที่รู้จักตอนเข้าคอร์ส
หมดกับสถาบันนี้ไปแล้วสี่ล้าน)

ที่ไม่ชอบคือ พอเธอเริ่มใช้บริการตามสิทธิที่ควรจะได้
รอบเตียงเธอกลับเต็มไปด้วยผู้หวังดี
มากดดันให้ซื้อโน่นนี่ จะให้อัพเป็น VIP เสียเงินอีกเป็นล้าน
ไม่งั้นที่จ่ายเงินไปแล้วอาจไม่ได้ผล (อ้าว!)

คือถ้าอยู่ในห้างยังพอเดินหนีได้
แต่นี่ถูกรัดแขนขาให้นอนแบ็บอยู่บนเตียง
เลยยิ่งรู้สึกโกรธตัวเองเข้าไปใหญ่

ผมถามคุณอิงค์ว่า แล้วที่ทำไปน้ำหนักลดลงไม๊
เธอบอกว่าก็ลดลง
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่ลดได้ เป็นเพราะเครื่องราคาแพง
หรือเพราะตัวเธอเองกันแน่

เพราะทุกครั้งหลังทำทรีทเมนต์
เธอต้องไปพบโภชนากรเพื่อรับคำแนะนำเรื่องอาหาร
ซึ่งหลักการส่วนใหญ่เธอก็รู้อยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้มันทำไม่ได้ไง
เพียงแต่คราวนี้เสียเงินไปตั้งเยอะแล้ว เธอเลยกลับไปทำตาม
จนน้ำหนักก็มีลดไปบ้าง

จนช่วงหลังทีมเซลล์ของสถาบันเริ่มกดดันหนัก
คือจะปิดให้เราซื้อคอร์สวีไอพีเพิ่มให้ได้
ทั้งมาป้วนเปี้ยนอยู่ข้างเตียง มาพูดกรอกข้างหู
เหลืออยู่อย่างเดียวที่ยังไม่โดนคือ
ขโมยบัตรเครดิตในกระเป๋าไปรูดจ่ายค่าสมาชิก
จนคุณอิงค์ยอมทิ้งคอร์สที่เหลืออีกหนึ่งแสน
เพื่อตัดความรำคาญ ก่อนจะเสียสุขภาพจิตไปกว่านี้

วันหนึ่งคุณอิงค์ไป search เจอในเน็ตว่า
มีคอร์สอาหารแบบส่งถึงบ้าน
แต่ที่ไม่เหมือนกับที่เคยทำมาคือ
ให้ทานครบสามมื้อ โดยไม่ต้องนับแคลอรี่
ซึ่งเธอคิดว่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเธอมาก
เพราะกลัวว่า ถ้ากินน้อยๆ จะไม่มีแรงอีก
เลยทดลองสมัครเข้าคอร์ส
(เอาอะไรแค่สามพัน สามแสนยังเสียมาแล้ว)

ตอนที่คุณอิงค์เข้าคอร์สเธอตั้งใจมากๆ
วันแรกที่ได้รับอาหารเธอจะได้พร้อมคู่มือด้วย
เธอเลยรีบอ่านรวดเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ
แล้วตั้งใจว่าจะปฏิบัติตามแบบไม่ให้หลุด

อย่างเช่นให้กินมื้อเช้าภายในครึ่งชั่วโมง เธอก็ทำ
ให้กินน้ำสองลิตรเธอก็ฝึกดื่ม
(ก่อนเข้าคอร์สคุณอิงค์กินน้ำน้อยมาก
เธอเลยใช้วิธีแวะเข้าเซเว่น แล้วซื้อน้ำขวดใหญ่มาตั้งหน้าโต๊ะ
และตั้งใจว่าจะดื่มให้หมดก่อนกลับบ้าน)
จนมาตอนหลัง เธอกลายเป็นคนกินน้ำเก่งไปเลย

ในคู่มือมีคลิปออกให้ทำวันละ 15 นาที
เธอก็หาเวลาว่าง เต้นตามของเธอทุกวัน

เธอเล่าว่าช่วงสัปดาห์แรกมีความรู้สึก…
เหมือนอยากของหวานตลอดเวลา
คือถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอจะตุนขนมเอาไว้เต็มบ้าน
คอยเติมน้ำตาลเข้าร่างกายได้

ผมก็บอกเธอว่า ที่อยากของหวานเพราะร่างกายกำลังดึงไขมันออกมาใช้
ให้อดทนแล้วผ่านไปให้ได้ หลังจากสัปดาห์แรกจะเริ่มดีขึ้น
และกลายเป็นคนไม่ติดหวานไปเลย

อาทิตย์แรกน้ำหนักคุณอิงค์ลดไป 2 กิโล ซึ่งเธอดีใจมาก
เธอบอกอีกว่า นี่ถ้าเป็นสถาบันลดน้ำหนัก
กว่าจะลดไปขนาดนี้ไม่รู้ต้องใช้เงินกี่หมื่น

เข้าอาทิตย์ที่สอง อาการอยากของหวานเริ่มดีขึ้น
และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง ของการมีอาหารส่งถึงบ้านคือ
เธอจะได้ไม่ต้องออกไปเจอสิ่งล่อต่าล่อใจ
และสามารถโฟกัสกับเป้าหมายของเธอได้เต็มที่

เวลาผ่่านไปจนครบสัปดาห์ที่ห้า
น้ำหนักคุณอิงค์ลดลงไป 11 กิโล จนต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ยกตู้
เธอบอกเป็นการเสียเงินที่เต็มใจมาก
( ตัวเลข 11 กิโลของคุณอิงค์ถือว่าเยอะมาก
เพราะโดยเฉลี่ยสมาชิกจะลดได้เพียง 4-6 กิโลกรัม)

อาทิตย์นั้นเธอต้องกลับบ้านที่สุราษฏร์
ตอนที่เปิดประตูเข้าบ้าน แล้วคุณแม่หันมาเห็น
ถึงกับร้องเสียงหลงถามขึ้นมาว่า
ไปติดยามารึเปล่าทำไมผอมขนาดนี้
ซึ่งคุณอิงค์ก็ได้แต่อมยิ้ม แล้วเดินขึ้นบ้านไป
ปัจจุบันคุณอิงค์กลายเป็นสาวเฮลตี้

เรื่องของคุณอิงค์เป็นกรณีศึกษาตอนผมทำคอร์สในปีแรก
สมัยนั้นผมยังมีพนักงานไม่ถึงสิบคน
ซึ่งพอได้ฟังทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเยอะว่า

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ “ใช้ได้ผล” กับสมาชิกจริงๆ

อย่าลืมนะครับว่า…
ความต่อเนื่อง
คือกุญแจสู่ความสำเร็จ

แล้วพบกันครับ
คุณนก