เป็นโรคเบาหวาน…ต้องวางแผนทานอาหารอย่างไร ?

ตอนที่รูัตัวว่าเป็นเบาหวาน
ฉันรู้สึกเหมือนถูกตัดสินประหารชีวิต
ตอนอายุยังไม่ถึงห้าสิบ
.
พ่อของฉันก็เป็นโรคเบาหวาน
และเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน
ตอนใกล้ครบรอบวันเกิดอายุ 55

.
คุณยายของฉันก็เสียชีวิตด้วยเบาหวาน
ตอนอายุเพียง 47
.
ถึงแม้คุณหมอจะแนะนำว่า โรคเบาหวานสามารถ “จัดการ” ได้
ด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย

แต่ฉันก็รู้ดีว่า การจะเปลี่ยนสิ่งที่เคยชินมาทั้งชีวิตไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย
เพราะฉันเชื่อมาตลอดว่า
การจะปรับเปลี่ยนอะไร จนสามารถสร้างความแตกต่างได้
“อุปนิสัยใหม่” นั้นจะต้องอยู่กับคุณได้ไปตลอดชีวิต

ยกตัวอย่างเช่น
การลดน้ำหนักด้วยการกินน้อยๆ
หรือกินยาลดน้ำหนัก
ถามว่าน้ำหนักจะลดลงไม๊ ?
คำตอบคือใช่ แต่มันไม่ถาวรไง
เพราะเมื่อคุณอดไปมากๆ
ระบบเมตาบอลิซึมจะเริ่มทำงานช้าลง
จนน้ำหนักไม่ลดลงต่อเมื่อเวลาผ่านไป

ซึ่งต้องยอมรับด้วยว่า คงไม่มีใครสามารถกินแต่
สลัดผัก โยเกิร์ทหรือไข่ต้ม ไปได้ตลอดชีวิต
ฉันจำได้ว่าช่วงนั้นจิตตกมาก
ไม่กล้าออกไปเจอเพื่อนด้วย เพราะกลัวคุมตัวเองไม่อยู่

แล้วมาช่วงหลังน้ำหนักเริ่มไม่ลงต่อแล้ว
ฉันจึงกลับมาใช้ชีวิตกินเที่ยว “ตามปกติ”
แต่กลายเป็นว่า น้ำหนักทั้งหมดโยโย่กลับขึ้นมา
เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า
การอดอาหารก่อนหน้านี้
จะส่งสัญญาณให้ร่างกายเปลี่ยนเป็นโหมด “กักตุนพลังงาน”
คราวนี้พอกินอะไรเข้าไปหน่อย
เลยถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันเก็บเข้าไปจนหมด

มาช่วงหลังแทนที่จะอดอาหาร
ฉันเลยหันมาโฟกัสกับกลุ่มอาหาร ที่มีค่าดัชนีไกลซีมิกต่ำ
ซึ่งคุณหมอบอกว่า เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ
ยกตัวอย่างเช่น พยายามงดคาร์โบไฮเดรตอันได้แก่ ข้าว, เส้นและขนมปัง
หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ให้เน้นเป็นข้าวกล้อง หรือขมปังโฮลวีท

นอกจากนี้ ในแต่ละมื้อยังเสริมด้วยเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและไขมันดี
อาทิ การเปลี่ยนไปใช้น้ำมันมะกอก
และเลี่ยงอาหารทอดที่อมน้ำมัน

ซึ่งโดยส่วนตัวพบว่า วิธีโฟกัสอาหารที่มีดัชนีไกลซีมิกต่ำนี้
ใช้ได้ผลมากกว่าการนับแคลอรี่
เพราะเพิ่งมาทราบตอนหลังด้วยว่า
อาหารบางกลุ่มต่อให้มีแคลอรี่เท่ากัน
แต่กลับมีระดับน้ำตาลแบบ “ตรงข้ามกัน” เลยก็มี

สำหรับน้ำหนักที่ต้องการจะลดนั้น
ในช่วงแรกแนะนำว่า
ให้โฟกัสไปที่ “การเปลี่ยนแปลง”
โดยยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักไปก่อน
เพราะอย่างตัวเองที่เอาแต่ดูตัวเลขบนตาชั่ง
เลยกลายเป็นว่า วันไหนที่น้ำหนักนิ่งหรือเด้งขึ้น
เลยรู้สึกจิตตกไปด้วย

เพราะในความเป็นจริง
ต่อให้เปลี่ยนแปลงอาหาร “อย่างสมบุรณ์แบบ”
แต่น้ำหนักก็จะไม่ลดลงแบบรวดเดียว
จะมีนิ่งหรือมีขึ้นบ้างเป็นบางช่วง

คำแนะนำที่ฉันชอบมากกว่าก็คือ
ตั้งเป้าหมายโดยเน้นไปที่ความเปลี่ยนแปลง
อย่างเช่นว่า ในหนึ่งสัปดาห์นี้ฉันจะเปลี่ยนมาทานเฉพาะเนื้อสัตว์กับผักในมื้อเย็น
โดยไม่สนใจว่า น้ำหนักจะลดลงได้เท่าไหร่

แล้วพอครบสัปดาห์ค่อยมาตั้งเป้าหมายเพิ่ม
ด้วยการขยายออกเป็นมื้อเช้า และมื้อกลางวันด้วย

แล้วเวลาทำได้ครบในแต่ละสัปดาห์
คุณก็ให้รางวัลตัวเอง ด้วยการไปดูหนังหนึ่งรอบ
เป็นการ “เน้นย้ำ” กับจิตใต้สำนักด้วยว่า ฉันทำได้สำเร็จแล้วนะ
ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณเปลี่ยนนิสัยการกิน
ได้แบบถาวร “ไปตลอดชีวิต”

ใครที่ไม่สะดวกเตรียมอาหารที่มีค่าดัชนีไกลซีมิกต่ำ
การเข้าคอร์สอาหาร จะช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นได้เลยเช่นเดียวกันครับ

http://goo.gl/TRsRDP

(หมายเหตุ การเข้าคอร์สจะเปลี่ยนนิสัยตามใจปากได้แบบทันที
ใครที่ตัดสินใจแล้วว่า คราวนี้จะตั้งใจจริง
คอร์สอาหารจะสามารถช่วยคุณได้อย่างแน่นอนครับ)

*************************************************

มาร์ธา ซิมเมอร์ตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน
จนปัจจุบันอายุ 64 ปี
เธอจึงเหมือน “ถูกบังคับ” ให้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 14 ปี
ที่เธอได้เรียนรู้ ที่จะอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข
ติดตามเคล็ดลับของมาร์ธาได้ที่ www.a-diabetic-life.com
.
.


.
[โหลดฟรี] คู่มือลดน้ำหนักด้วยอาหาร
แบบไม่นับแคลอรี่ และไม่เน้นออกกำลังกาย
ลดน้ำหนัก 1.5-2.5 kg.ได้ตั้งแต่หกวันแรก
.
อ่านจบตอนนี้ “วางแผน” ทานอาหารได้ทันที
.
ง่ายๆ เพียงแอดไลน์ id: @slimdelivery (มีเครื่องหมาย @)
หรือ คลิ๊กแอดไลน์
เพื่อรับไฟล์คู่มือ!