ขี้เกียจออกกำลังกายแต่ลดน้ำหนักได้ (แบบไม่ใช้ยา)

ใครเป็นเหมือนผมบ้าง?

ตั้งใจออกกำลังแทบเป็นแทบตาย อุตส่าห์เลิกปาร์ตี้วันเสาร์เพื่อไปเข้าฟิตเนส
นี่ผ่านไปหนึ่งเดือน น้ำหนักไม่เห็นจะลด

หรือว่าฉันกำลังโดยหลอก

หรือถ้าเป็นประเภทไม่ชอบออกกำลังกาย (รวมไปถึงไม่อยากออกกำลัง, ไม่มีเวลาหรือขี้เกียจ) ฉันคงหมดสิทธิลดน้ำหนักกับเค้าแล้วใช่ไม๊ คือเข้าไปอ่านสตอรี่ในพันทิปทีไรเห็นมีแต่แนะนำให้ออกกำลังกายลดน้ำหนักทั้งนั้นเลย

การออกกำลังกายมักถูกหยิบยกขึ้นมาทุกครั้งเมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก

คงเป็นเพราะการออกกำลังกายเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่น เลยเข้าใจว่าเพียงแค่เปลี่ยนมาออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดคงช่วยแก้ปัญหาไขมันส่วนเกินได้

อันที่จริงคุณกำลังเข้าใจผิด !

ผมจะได้ฟังเรื่องเล่าที่คล้ายกันนี้จากสมาชิกที่มาเข้าคอร์สอาหาร หลายท่านออกกำลังกายมาเป็นเดือนแต่น้ำหนักลดลงไป 2 ขีด มีแม้กระทั่งครูสอนโยคะที่ขนาดมีคลาสสอนทุกวันยังคุมน้ำหนักตามต้องการไม่ได้เลย

หลายคนรู้สึกท้อด้วยไม่เห็นความคืบหน้าหรือพาลโทษไปว่าเป็นเพราะฮอร์โมนที่เสื่อมสภาพ (และไม่ดีเหมือนคนอื่น) เลยพาลเลิกออกกำลังแล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนฉุ

ที่เกริ่นมาข้างต้น ผมไม่ได้หมายความว่าการออกกำลังเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ) เพียงแต่ว่าถ้าจุดประสงค์ในการออกกำลังกายของคุณคือการลดน้ำหนัก คุณจะต้องมีความเข้าใจอย่างครอบคลุมก่อนที่คุณจะเดินเข้าฟิตเนสวันแรกเลยด้วยซ้ำ

คือผมกำลังจะบอกว่า ห้ามออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ควบคุมอาหารที่คุณทานในแต่ละวันไปพร้อมกันด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าลงแรงไปตั้งเยอะแต่ได้ผลลัพธ์กลับมาไม่คุ้มกัน

เพราะไม่ว่าคุณจะออกกำลังอย่างหนักหน่วงสักแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถเอาชนะแคลอรี่ปริมาณมหาศาลจากการทานอาหารตามใจปากได้

ยกตัวอย่าง คุณวิ่งจ็อกกิ้งหนึ่งชั่วโมง เบิร์นพลังงานได้ 500 Kcal. ตอนขากลับคุณแวะกินข้าวมันไก่ก่อนเข้าบ้านคุณได้คืนมาแล้ว 500 Kcal. สรุปคือที่ตื่นวิ่งตั้งแต่ตีห้าในวันนี้ถือว่าเจ๊ากันไป

หรืออีกตัวอย่าง คุณมีรูทีนปั่นจักรยานก่อนไปทำงาน 45 นาที ( -500 Kcal. ) โดยก่อนเข้าออฟฟิศจะแวะซื้อคาปูชิโน 1 แก้ว + แซนวิชแฮมชีส ( +700 Kcal.) เป็นอาหารเช้า ตอนเที่ยงคุณก็มักหาอะไรที่ทานสะดวกเนื่องจากไม่มีเวลา สมมุติคุณเลือกเป็นข้าวหมูแดงกับชานมไข่มุก 1 แก้ว ( +900 Kcal. ) ถึงช่วงเย็นคุณมีนัดทานข้าวกับหวานใจ โดยในวันนี้เป็นพิซซ่า 2 ชิ้น + เบียร์ 3 แก้ว ตบท้ายด้วยพายบลูเบอรี่อีกหนึ่งชิ้น ( 690 + 450 + 350 Kcal. )

ซึ่งเมื่อรวมแคลอรี่ทั้งหมด แล้วลบออกด้วยพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ใน 1 วัน ( -1,500 Kcal. ) และพลังงานจากการปั่นจักรยานในตอนเช้าอีก -500 Kcal. คุณก็ยังมีพลังงานส่วนเกินที่เหลือใช้เฉพาะวันนี้สูงถึง 1,185 Kcal.

ซึ่งคุณทราบไม๊ครับ ถ้าคุณทำแบบนี้ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์น้ำหนักของคุณจะเพิ่มขึ้นหนึ่งกิโลกรัม (หรือ 4 กิโลในหนึ่งเดือนโดยประมาณ) ซึ่งต้องไม่ลืมนะครับว่านี่ขนาดตื่นออกกำลังกายตอนเช้ามืดทุกวัน ยังอุตส่าห์มีแคลอรี่ตกค้างให้ช้ำใจ

​ยิ่งถ้าเหมือนคนกลุ่มใหญ่ซึ่งไม่เคยออกกำลังกายเลย การทานแบบตามใจตามตัวอย่างข้างต้นจะยิ่งส่งผลต่อน้ำหนักตัวมากขึ้นไปอีก

ที่ยกมาเป็นตัวอย่างเพราะอยากให้คุณเห็นถึงความสำคัญว่า การทานอาหารอย่างถูกต้องมีความสำคัญมากกว่าการออกกำลังกาย

ดังนั้นในการดูแลสุขภาพแบบครบองค์ ให้เริ่มต้นที่การปรับเปลี่ยนอาหาร 3 มื้อที่คุณต้องทานในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อทานอาหารถูกต้องแล้วออกกำลังกายเพิ่มไปด้วยคุณจะเห็นผลลัพธ์แบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

แต่ถ้าใครยังไม่มีเวลาออกกำลังกายก็ไม่เป็นไร เพราะผมขอยืนยันเลยว่าเพียงคุณเปลี่ยนวิธีทานอาหาร “เพียงอย่างเดียว” น้ำหนักของคุณจะลดลงแน่นอน

อย่าลืมนะครับว่า…
ความต่อเนื่อง
คือกุญแจสู่ความสำเร็จ

แล้วพบกันครับ
คุณนก